หน้าที่ผู้แทนของสตรีและก็กลุ่มชาติพันธุ์ ในกลไกบริหารจัดแจงป่าชุมชน ภายใต้

การขับเขยื้อนเรื่องพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน นั้นมีการส่งเสริมมาอย่างช้านาน โดยเริ่มมีความกระจ่างขึ้นในตอนปี พุทธศักราช 2536 โดยผ่านการชูร่างและก็แก้ไขมาหลายคราว จนถึงตอนท้ายข้อบังคับนี้ได้ประกาศใช้ในพฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ถึงแม้ว่าพระราชบัญญัตินี้จะได้รับคำวิจารณ์มากมายบ้างน้อยบ้าง แต่ว่าถือได้ว่าปักหมุดสำคัญของประวัติศาสตร์ป่าชุมชน ที่จะทำให้เกิดยุคสมัยใหม่สำหรับงานป่าชุมชนในประเทศไทย

ภายหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน ในระยะเวลาตอนนี้ภารกิจสำคัญของการนำข้อบังคับไปปฏิบัติใช้เป็นการก่อตั้งกลไกคณะกรรมการแผนการป่าชุมชน ซึ่งจะมีการเลือกสรรผู้ทรงคุณวุฒิจากบัญชีรายชื่อที่ผ่านการเลือกสรรจาก 16 คนให้เหลือ 8 คน โดยเมื่อต่อจากนี้จะมีการตั้งขึ้นกลไกในระดับจังหวัดถัดไป

หากแม้ภายใต้กลไกของพระราชบัญญัติป่าชุมชนจะให้โอกาสให้มีการเสนอรายนามของผู้แทนประชากรสังคม หัวหน้าป่าชุมชน และก็ผู้ทรงคุณวุฒิให้มีส่วนร่วมสำหรับการตกลงใจร่วมกับภาครัฐอย่างเป็นทางการ แม้กระนั้นสิ่งที่น่าเฝ้าดูอีกประการเป็นช่องทางสำหรับการมีส่วนร่วมนี้ได้เปิดให้กับผู้คนอีกทั้งหญิงและก็ชาย กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อาวุโส เยาวชน ผู้ไม่มีที่ดินในการเลี้ยงชีพ กลุ่มผู้ใช้คุณประโยชน์จากป่าต่างๆอื่นๆอีกมากมาย ได้อย่างเท่าเทียมกันเสมอภาคเท่าใด เพื่อการตัดสินใจตามกลไกบริหารจัดแจงป่าชุมชนที่เป็นทางการทั้งยังสามระดับที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติป่าชุมชน อย่างเช่น คณะกรรมการแผนการป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด รวมทั้งคณะกรรมการจัดแจงป่าชุมชน นั้นรองรับในสิ่งที่ต้องการแล้วก็สร้างคุณประโยชน์แก่ผู้คนกรุ๊ปต่างๆได้อย่างทัดเทียม

เพื่อเป็นการจุดประกายทางความนึกคิดต่อใจความสำคัญดังที่กล่าวมาข้างต้น เนื้อหานี้จะเสนอ สถานะของเพศหญิงรวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ในกลไกบริหารจัดแจงป่าชุมชนที่เป็นทางการ รวมทั้งวิถีทางสร้างเสริมความทัดเทียมของหน้าที่หญิงชายและก็กลุ่มชาติพันธุ์ โดยความเห็นส่วนมากที่เอามาพินิจพิจารณาในเนื้อหานี้เอามาจากเวทีพูดคุยออนไลน์ ตอนวันที่ 22 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2563 จัดโดยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอฟ)

สถานะของสตรีแล้วก็กลุ่มชาติพันธุ์ในงานป่าชุมชนในประเทศไทย